หนี้เสียไทยพุ่ง 1.33 ล้านล้าน บัญชีสินเชื่อทะลุ 100 ล้าน ทำไมคนไทยกู้ยากขึ้น?
ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยอาจดูเหมือนเริ่มนิ่ง แต่เมื่อเปิดดูข้อมูลอีกด้านกลับพบสัญญาณที่น่ากังวลกว่าเดิม เพราะยอดหนี้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่จำนวนบัญชีสินเชื่อกลับพุ่งแรง หนี้เสียหักหัวขึ้น และยอดปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันแตะระดับล้านล้านบาท
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “คนไทยเป็นหนี้เท่าไร” แต่ต้องถามต่อว่า เหตุใดคนจำนวนมากจึงเริ่มหมุนหนี้ไม่ทัน และทำไมการขอสินเชื่อใหม่จึงยากขึ้นเรื่อยๆ
หนี้โตเพียง 0.6% แต่จำนวนบัญชีพุ่ง 9.2%
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เปิดเผยข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ยอดหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโรมีมูลค่า 13.64 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยอดดังกล่าวไม่รวมหนี้บางส่วน เช่น เงินกู้สหกรณ์และหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จึงไม่ใช่มูลค่าหนี้ครัวเรือนไทยทั้งหมด
สิ่งที่สะดุดตากว่าคือ จำนวนบัญชีสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 100.28 ล้านบัญชี หรือเติบโตถึง 9.2% ภายในปีเดียว
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ามีลูกหนี้กว่า 100 ล้านคน เพราะคนหนึ่งสามารถถือสินเชื่อได้หลายบัญชี แต่สะท้อนว่าหนี้กำลังแตกออกเป็นบัญชีย่อยจำนวนมาก ตั้งแต่บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ไปจนถึงบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ BNPL บางประเภท
สินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตถึง 13.8% จึงเกิดข้อสังเกตว่า ในวันที่รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ คนจำนวนหนึ่งอาจต้องพึ่งวงเงินขนาดเล็กหลายบัญชีเพื่อประคองสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่า BNPL เป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นทั้งหมด
NPL แตะ 1.33 ล้านล้านบาท
ข้อมูลเดือนพฤษภาคมยังพบว่า หนี้เสียหรือ NPL ในฐานข้อมูลเครดิตบูโรเพิ่มขึ้นเป็น 1.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.75% ของยอดหนี้ในฐานข้อมูลชุดดังกล่าว
ตัวเลข 9.75% นี้ไม่ใช่อัตรา NPL ของระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด เพราะขอบเขตลูกหนี้และผู้ให้บริการทางการเงินที่นำมาคำนวณแตกต่างกัน แต่ทิศทางที่เพิ่มขึ้นยังถือเป็นสัญญาณว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนจำนวนหนึ่งกำลังอ่อนแรงลง
ที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือ “หนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ” หรือ SM ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงบัญชีที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้แต่ยังไม่กลายเป็น NPL เพิ่มจาก 3.1% ในไตรมาส 3 ปี 2568 เป็น 4.3% ในเดือนพฤษภาคม 2569
พูดง่ายๆ คือ นอกจากหนี้เสียที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีหนี้อีกก้อนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงปากเหว
ปรับโครงสร้างแล้ว 1.70 ล้านล้าน แต่หนี้เสี่ยงยังเพิ่ม
ภายใต้หลักเกณฑ์ Responsible Lending เจ้าหนี้ต้องเสนอความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหา โดยแบ่งการปรับโครงสร้างออกเป็นสองลักษณะสำคัญ
Pre-emptive DR คือการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL ส่วน TDR คือการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหาหลังหนี้กลายเป็น NPL แล้ว
ข้อมูลล่าสุดพบว่า ยอดสะสมของ TDR อยู่ที่ประมาณ 1.195 ล้านล้านบาท ขณะที่ Pre-emptive DR พุ่งจาก 2.91 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เป็น 1.70 ล้านล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2569
เท่ากับว่า ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ยอดปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นเกือบหกเท่า
การเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งอาจเกิดจากกติกาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องเข้าช่วยเหลือลูกหนี้เร็วขึ้น จึงไม่ควรตีความว่าการปรับโครงสร้างหนี้จำนวนมากเป็นเรื่องล้มเหลวทั้งหมด
แต่เมื่อยอด DR เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่สัดส่วนหนี้ SM ยังสูงขึ้นพร้อมกัน ก็สะท้อนว่าลูกหนี้ใหม่ยังคงไหลเข้ามาอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเร็วไม่น้อยไปกว่าจำนวนที่กำลังได้รับความช่วยเหลือ
ทำไมปรับโครงสร้างหนี้แล้วจึงกู้ใหม่ยาก?
การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้แปลว่าลูกหนี้ถูกขึ้นบัญชีดำ และไม่ได้มีกฎหมายกำหนดว่าทุกคนต้องถูกห้ามกู้ใหม่เป็นเวลา 6, 12 หรือ 18 เดือน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการปรับโครงสร้างและพฤติกรรมการชำระหลังจากนั้นจะปรากฏอยู่ในรายงานเครดิต เจ้าหนี้รายใหม่จึงมักต้องการเห็นว่าลูกหนี้สามารถชำระตามสัญญาใหม่ได้ต่อเนื่องก่อนพิจารณาให้วงเงินเพิ่มเติม
ระยะเวลาที่ใช้ประเมินอาจแตกต่างกันไปตามประเภทสินเชื่อ ความเสี่ยง รายได้ ภาระหนี้เดิม และนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ลูกหนี้ซึ่งเพิ่งผ่านการปรับโครงสร้างอาจรู้สึกว่าการขอบัตรเครดิต กู้ซื้อรถ หรือกู้ซื้อบ้านยากขึ้น แม้จะไม่ได้ถูกห้ามยื่นกู้โดยตรงก็ตาม
สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 40% แต่ตัวเลขนี้ไม่สามารถนำไปสรุปว่าใบสมัครสินเชื่อทุกประเภททั่วประเทศถูกปฏิเสธในสัดส่วนเดียวกันได้
หนี้ต่อ GDP ลด ไม่ได้แปลว่าครัวเรือนแข็งแรงขึ้นเสมอไป
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สามารถลดลงได้สองทาง คือยอดหนี้ลดลง หรือ GDP ซึ่งเป็นตัวหารเติบโตเร็วกว่าหนี้
ดังนั้น หากสินเชื่อใหม่แทบไม่ขยายตัวเพราะธนาคารระมัดระวังการปล่อยกู้ ขณะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวในระดับต่ำ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจดูดีขึ้นได้โดยที่รายได้และความสามารถชำระหนี้ของประชาชนยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง
นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรดูเพียงตัวเลขหนี้ต่อ GDP แต่ต้องพิจารณาพร้อมกันทั้ง NPL, SM, จำนวนบัญชีสินเชื่อ และยอดปรับโครงสร้างหนี้
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรรอให้กลายเป็น NPL
ผู้ที่เริ่มจ่ายขั้นต่ำหลายบัญชี ต้องหมุนเงินจากวงเงินหนึ่งไปจ่ายอีกวงเงินหนึ่ง หรือเริ่มชำระล่าช้า ควรติดต่อเจ้าหนี้ก่อนค้างเกิน 90 วัน เพราะการเจรจาตั้งแต่ยังไม่เป็น NPL มีทางเลือกมากกว่าและลดความเสียหายต่อประวัติการชำระได้
ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569 ยังไม่เพียงพอจะฟันธงว่าหนี้ครัวเรือนไทยกำลัง “ปริแตก” ทันที แต่การที่หนี้เสียเพิ่ม หนี้เสี่ยงสูงขึ้น และบัญชีสินเชื่อทะลุ 100 ล้านบัญชีพร้อมกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ควรถูกอธิบายด้วยคำว่า “ยังเฝ้าระวัง” เพียงอย่างเดียว
เพราะกว่าปัญหาหนี้จะปรากฏเป็น NPL อย่างเต็มตัว ลูกหนี้จำนวนมากอาจผ่านช่วงหมุนเงิน จ่ายขั้นต่ำ และประคองงวดมานานหลายเดือนแล้ว
และเมื่อหนี้เสียปรากฏในกราฟ สิ่งที่แตกไปก่อนหน้านั้นอาจเป็นสภาพคล่องของครอบครัวไปเรียบร้อยแล้ว
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
รดน้ำต้นไม้เวลาไหนดี
งวดที่ 1 สิงหาคม 69 ราศีไหนจะได้เป็นเศรษฐี
ทำไมเหาถึงไม่เคยสูญพันธุ์
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
แม่กังวลหนัก! ค้นห้องลูกชายเจอ “วัตถุสีชมพูประหลาด” ในถังขยะ ถามชาวเน็ตคืออะไร ก่อนเจอเฉลยทำเอาไปไม่ถูก
นิทานธรรมะ:เรื่องกลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ
"ถนนทาเตยามะคุโรเบะ" มหัศจรรย์กำแพงหิมะตระหง่าน บนเทือกเขาเจแปนแอลป์แห่งญี่ปุ่น
ปลาหมอคางดำ ปัญหาปลาต่างถิ่นที่กระทบทั้งระบบนิเวศ
เบียร์ไม่เย็น ทำไมฟองพุ่ง
คำฮิตติดปาก "ว่าแล้วเชียว" ตกลงเป็นคำอุทาน หรือคำด่ากันแน่?
5 อาชีพธรรมดา แต่สร้างรายได้สูงในประเทศไทย
นิทานธรรมะ:เรื่องกลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ




